โทรศัพท์ : +662 630 4600 - 1       
   
  •  
 
ตอนที่ 5 - SAWASDEE THIMPHU II

My Itinerary เก็บเรื่อง(ราว)มาเล่า(สู่กันฟัง)...ตอนที่ 5 SAWASDEE THIMPHU II

 

<< อ่านตอนก่อนหน้านี้    อ่านตอนต่อไป >>

 

 

 

ภายนอกดวงอาทิตย์เริ่มขี้เกียจส่องแสง แต่พระจันทร์ก้อยังห่วงหลับใหลเช่นกัน ท้องฟ้าจึงค่อยๆ หรี่แสงลงทีละนิด ทีละน้อยพอมีแสงรำไรๆ ให้เราได้มีเวลาไปเยือนThe National Memorial Chortenแปลกันกงๆ ว่าอนุสรณ์สถานแห่งชาติจ้า

 

 
 
 

 

 

ขอเรียกสั้นๆ ว่าMemorial Chortenน้า สถูปนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างไว้เพื่อระลึกถึงกษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งBhutan ที่นี่เค้าเรียก K.3 จ้ะ ..สร้างไว้เพื่อรำลึกว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของBhutan..เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำBhutanเข้าสู่ความทันสมัยอย่างแท้จริง ..ความทันสมัยในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงเทคโนโลยีขีปนาวุธหรือยานอวกาศUFOแต่อย่างใด  หากแต่เป็นการนำพาBhutan สู่ความเป็นสากล นำพาBhutan เปิดประตูสู่ประชาคมโลก นำพาBhutan เข้าร่วมเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติ(UN) แต่ยังคงขนบธรรมเนียมความเป็น Bhutaneseอย่างฝังแน่น ซึ่ง K.4 และ K.Jigmeทรงปฏิบัติตามจนปัจจุบัน

 

 
 
 

 

ภายในสถูปองค์ใหญ่สไตล์ธิเบต*...จากข้อมูลที่สืบค้นก่อนไปBhutan บางแหล่งข้อมูลแจ้งว่าภายในองค์สถูปบรรจุพระบรมอัฏฐิของ K.3 ไว้  แต่บางแห่งแจ้งว่าไม่ใช่อ่ะค่ะอีชั้นก้อลืมถามมาซะนี่ ขอโต้ดค่า^_^’ เอาเป็นว่าให้ข้อมูลไว้ทั้ง 2 แบบนะคะ^^  ..Please forgive me ยกโต้ดนู๋น้า^^’

 

จากความสำคัญขององค์สถูปอย่างที่เล่าให้ฟังย่อหน้านู้นดังนั้นใครที่รู้จักBhutanก้อจะรู้ว่าที่นี่คือlandmarkอีกที่ของทิมพู ของBhutanที่จะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!! (ว่ากันว่า)ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญที่ชาวBhutaneseจะมากราบขอพรจากองค์สถูปเอิ่ม.ม.ม. (ว่ากันว่า)มีตัวอย่างของชาวBhutaneseคนนึงที่ตั้งจิตอธิษฐานว่าในชีวิตนี้เค้าจะต้องกราบสักการะ60,000 ครั้ง เพราะงั้นวันไหนที่เค้าว่าง หรือแค่ผ่านมา เค้าจะแวะกราบเพื่อสะสมยอดแห่งจิตอธิษฐานค่ะ  อืมม..เป็นความตั้งใจที่น่ายกย่องเป็นที่สุด นับถือหัวใจของคนที่นี่จิงเชียว  กระซิบนี้ดส์นุงน้า ครือว่า..คนที่นี่ถ้าว่างๆ โดยเฉพาะผู้ฒ่าผู้แก่เค้าจะไปเดินเล่น ทำกิจกรรมกันตามวัดหรือสถูปกันจ้า จิงจิ้งงงงง

 

อ้อ!! การกราบของชาวBhutaneseอ่ะ ไม่ใช่มายืนหน้ารั้วแล้วไหว้ปลกๆ ส่งๆ ให้จบๆ ไปน้าค้า ชาวBhutaneseทุกคน ย้ำ!! ทุกคนกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ค่า คือ ยืนพนมือแล้วย่อตัวลงนอนคว่ำหน้ากราบราบไปกับพื้นอ่ะค่ะ มีรูปเป็นหลักฐานยืนยันค่า..ชาวBhutaneseท่านนี้หันหน้ากราบอยู่ด้านซ้ายขององค์สถูปค่ะ

 

 

 

 

 

ที่นี่รึที่ไหนๆ ในBhutanที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีสิ่งที่ผู้คนหลั่งไหลมาใช้บริการด้วยศรัทธายิ่งอย่างกงล้อมนตรา(Wheel Pray)แทบทั้งสิ้น ที่นี้ก้อเช่นกัน กงล้อมนตราขนาดใหญ่สีทองอร่ามจ้องมองสบตารอการไปหมุนจากอีชั้นนานแระ ..ก้อไปจิ่คะไปกัลล์ค่า ..การเดินอธิษฐานจิตพร้อมทั้งหมุนกงล้อมนตราเดินวนตามเข็มนาฬิกานะจ๊ะ ..และถ้าระหว่างการเที่ยวท่องพบเจอสถูประหว่างทางก้อเดินวนตามเข็มนาฬิกานะคะ อย่าเดินย้อนกลับมาทางเดิมน้านี่คือประเพณีปฏิบัติของที่นี่ค่า^^..ส่วนที่เห็นชาวBhutaneseถือแกว่งๆๆๆๆ อันนั้นก้อเป็นกงล้อมนตราค่ะ แต่เป็นกงล้อมนตรามือถืองัยคะ^^

 

 

เห็นดอกจันทร์จากย่อหน้านู้นนนป่ะคะ จะมาอธิบายตงเน้อ่า ครือเป็นคนชอบจด แระก้อชอบจำ เอ่อ..เฉพาะในสิ่งที่อยากจะจำแหะๆๆๆ  ..ครือจำได้และจดไว้ว่าUgyenอ่ะบอกไว้ว่าสถูปที่Bhutanเนี่ยมี 3 แบบ3 สไตล์นะยูว มีแบบBhutanese แบบTibetan และแบบNepaliเพราะBhutanมีที่มาที่ไปเกี่ยวข้องกะธิเบตและเนปาลนะยูว..อ่ะเคร รับแซ่บ ไอแปลจบแระ..อ้อ!! เพิ่มเติมนี้ดส์นุงค่า มีสถูปจำลองทั้ง 3 รูปแบบตั้งเรียงอยู่ตรงช่วงสะพานข้ามแม่น้ำช่วงประตูเข้าสู่ทิมพูค่ะ ตอนไปไม่ได้แวะดู  ..Ugyenบอกไว้อย่างน่ายินดีว่า ไอไม่รู้ว่าพวกยูวอยากแวะ ... ถามซ้ากคำม้ายยยยUgyen!!!..เอาไว้ถ้ามีโอกาสจะเก็บภาพตรงจุดนี้มาฝากน้าค้า^^

 

 

และที่นี่เองUgyenเค้าก้อเล่าแจ้งแถลงไขไว้ว่าเป็นสไตล์ธิเบต..ก่อนจะเดินทางไปนี่ก้อว่าอ่านไว้ว่าเป็นทรงธิเบต(อย่าถามน้าว่าที่ไหน ลืมค่า แฮร่)แต่พอกลับมาอ่านเจอจากผู้รู้กูรูการเดินทางท่องเที่ยวซึ่งอีชั้นขอสงวนนาม ท่านว่าเป็นBhutanese Styleที่แถมพ่วงพกท้ายคำขยายนามว่า “แท้ๆ” เอาจิ่..สะดุดกึ่ก!! มะใช่ว่าจะมะเชื่อ แต่มันคาใจเจ้ฝุดๆ ต้องทำการควานหาคำตอบจากคนพื้นที่น่าจะเวิร์คกว่านั่งจิ้นเอง แระก้อได้คำตอบมา3 คน 3 แบบ 3 สไตล์!! ผิดถูกก้อจัดการ 3 คนนี้แระกัลล์เนาะอิอิเอ้า เค้ามาว่างี้ค่า..

 

 

เหยื่อคนแรกเลย เพื่อนอีชั้นเอง กระทาชายนามJigme ...อีชั้นเสี่ยงถามดูค่า ท่าทางชายจะไม่น่ารู้จักอะไรมากนักหรอกค่า .. แต่หลังจากได้รับคำถามชายก้องงไป 2 วิ กะแว้บหายไป 2 ชม.ไปตื้อถามหาคำตอบจากตากะยายที่มาเยี่ยมหาที่ทิมพูพอดี๊(แหม! โชคดีจิง)ว่า ..ที่ Memorial Chortenเป็นแบบBhutanese แต่เรียกว่าJangchuStupaส่วนที่Dochula Passก้อเป็นแบบBhutaneseเหมือนกันแต่เรียกว่าKhangzaStupa  ..ชายออกตัวแตะเบรคนุ่มๆ ว่า คนเก่าคนแก่ที่นี่เรียกอย่างนี้ ไอหาให้ได้แค่เน้นะเดียร์ ไอเรียลรี่ซอรรี่นะเบ้บ ..โอเคค่า ไอพอจิ่เก็ทเล็กๆลากาย

 

 

พอถามกลับไปที่ไกด์Ugyenชายเทอก้อทิ้งหางตาค้อนขวับๆยืนยัน นั่งยัน นอนยัน สะบัดบ็อบตอบมาว่าสไตล์ธิเบตชัวร์ๆ นะยู้ว ถ้ายูวไม่เชื่อไอยูวก้อเชิญเชื่อเพื่อนยูวต่อปายตามสบาย แต่ไอเป็นไกด์ ไอเรียนรู้จนขึ้นใจไอถึงบอกยูวได้น้า แต่เพื่อนยูวอ่ะมะช่าย(อ้าว!!ออกแนวแดกดันนะยะตัวเทอ) อ่ะเครตามเน้นะยู้วววUygenกล่าว ..เออ!! ดุจิงเฟร้ย!! เดี๊ยะก้อเรียกมาเฝ้าบ้านร๊อก .. เด๋วนะ เด๋วลองถามอีกคนดูก้อด่ะ

 

 

Tenzinเข้าใจสิ่งที่ถามเป็นอย่างดี ชี้แจงมาอย่างคนพื้นที่ ..ที่สวมหมวกสองใบของข้าราชการและเจ้าของบริษัททัวร์ที่รับรองคณะทั้งแบบงานราษฎร์งานหลวงมาหลายจ็อบ ตอบได้อย่างประนีประนอมและเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าที่ Memorial ChortenเรียกJangchuStupaจิง!(งัยล่ะJigmeม่ายผิดย่ะ!!) เป็นชื่อเรียกที่มีมานานเนกาเลของคนแก่ๆ ที่นี่ซึ่งความจิงคือ“Tibetan Style”น่านแล้ส่วนKhangzaStupaที่Dochula Pass เป็นBhutanese Styleอย่างแท้จิง

 

 

เป็นข้อมูลที่ให้ไว้อย่างกลางๆ นะคะ ส่วนข้อเท็จจิงจะเป็นไง  คงต้องอาศัยการสืบค้นอีกทีเนาะ^^  ..ไม่เครียดค่าไม่เครียดน้า^^

 

 

ข้อมูลสรุปยืนยันอาจต้องใช้เวลาสืบค้น แต่ถ้าตามข้อมูลจิง ณ ตอนนี้ ที่ได้มาจากประสบการณ์ตรงขอเชื่อ(เอง)เอาไว้ก่อนว่าที่ National  Memorial Chorten  เป็นสถูปทรงธิเบต และที่ Dochula Pass เป็นทรงBhutaneseแท้ๆ นะจ้าววววChorten = Stupa = สถูป

 

 

 

เฮ้อ!! พระอาทิตย์หลับใหลแล้วจิงๆ นะ ฟ้าเริ่มมืด อากาศเย็นเยียบ ปลายจมูกกะแก้มเหมือนจะแข็งตัวเฉียบพลัน เสื้อฮีทเทคที่ใส่ไว้ด้านในเริ่มเอาไม่อยู่ ลมหายใจและบทสนทนามีเพื่อนพวยพุ่งเป็นละอองควันจากความร้อนในร่างกายที่ประหนึ่งต้องการประท้วงอากาศเย็นเฉียบภายนอก

 

 

ถึงแม้เวลาจะค่อยๆ เดินไปอย่างเนิบช้าพร้อมกับความครึกครื้นของดวงจันทร์ที่ลั้ลลาขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน แต่ขออีกนิดน้า..ไม่รู้ว่าในชีวิตจะได้กลับมาอีกมั้ย ขอดื่มด่ำบรรยากาศที่นี่อีกสักนิดด้วยการเดินทักษิณาวัตรสักการะองค์สถูป ..อีชั้นทำตามคำแนะนำที่มีมาดูแลอย่างใกล้ชิดของชาวไกด์ คือเดินเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา 3 รอบพร้อมสวดบทอิติปิโส ..ทำไมต้องอิติปิโส? คำตอบคือก้อไม่รู้เหมือนกันค่า  ..ก้อชาวBhutaneseที่ร่วมทีมพร้อมแรงแข็งขันบอกว่ายูวแคนเพรยบายไทยสไตล์นะยู้วบุญอยู่ที่จัยยูวน้าทุกอย่างอยู่ที่จิต(mind) ..เครตามนั้นคร่า เดินทักษิณาวัตรกันขาแข็งมือแข็งจากความเย็นของอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ภาวนาให้คุ้มครองการเดินทาง ภาวนาให้ได้กลับมาอีกหลายๆ ครั้ง พระองค์จะทรงเมตตาลูกหมูตัวน้อยๆ มั้ยน้อ??เมตตาหน่อยเห้อ หมูน้อยอยากกลับมาอีกจิงๆ ค่า..  เอิ่ม..หลายๆ ครั้งก้อดีน้าค้า แหะๆๆๆ ....อย่ากระนั้นเลย ขอหมูน้อยมาฟรีๆ ได้อะป่าวเจ้าคะ^^

 

 

ระหว่างทางที่เดินทักษิณาวัตรสองตามองเห็นผู้คนยังคงกราบไหว้อยู่โดยรอบบนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ที่มีไว้บริการ การหลั่งไหลของชาวBhutaneseมีมาอย่างต่อเนื่องแบบเงียบเชียบแม้ฟ้าจะเริ่มโรยแสง ..ปราศจากสรรพสำเนียงใดๆ มารบกวนสมาธิ ..มีมือเย็นเฉียบมาแตะแก้มที่เริ่มเย็นจนชา สะดุ้งโหยง!! หะแรกโตะใจนึกว่ามือที่มองไม่เห็น!!หันขวับไปเจอเป็นมือตาไกด์เลยต้องบอกนี้ดส์นุงว่า ไอเป็นเลดี้ชาวไทยนะยูวมะช่ายฝรั่งตะวันตกที่ยูวเคยเทคแคร์ วัฒนธรรมไทยเค้าไม่ทำงี้กันนะยูว ปฏิกิริยาตอบกลับคือคำขอโทษอย่างจิงใจและพอเริ่มเข้าใจในธรรมเนียมไทย ..เมื่อไม่รู้..พอให้อภัยได้

 

 

 
 

 

แม้อากาศที่Bhutanจะบริสุทธิ์ มวลอากาศแน่นไม่เบาบางเหมือนธิเบต แต่คนที่ร่างกายไม่พร้อมยังงั้ยยังงัยก้อมะไหว พี่แมวปิดผ้าอนามัยคาดปากจมูกลดความเสียดทานของอากาศที่เย็นจัดพี่ปุกเริ่มถามหาโรงพยาบาล เล่นเอาอีชั้นกะชาวไกด์ใจเสียเล็กๆ ...คืองี้ค่ะ พี่สาวทั้ง 2 เร่งงานหนักมาตลอดเดือนธันวาจนป่วยเป็นไข้หวัดตั้งแต่ก่อนเดินทาง  ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์พอจะปรับตัวกับอากาศเย็นจัดของที่นี่ได้ดีนัก..แต่ถ้าร่างกายปกติจะปรับตัวได้ดีกว่านะคะ ไม่ต้องกลัวอากาศที่Bhutanนะคะ ไม่แย่และน่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ^^ ..เอาตัวเองยืนยันได้ค่ะ อีชั้นมีโรคประจำตัวคือแพ้ฝุ่น แพ้อากาศยังมีแค่อาการฟึดฟัด ฟึดฟัดนิดเดียวเองค่า

 

 

 นาทีนั้นอีชั้นดีใจมั่กๆๆ ที่เตรียมหยูกยามาเพียบ!! ถึงโรงแรมจะรื้อมาแจกเป็นอันดับแรกเลยค่า ดูพี่น้องกะนู๋จุ๋มยังตื่นตาตื่นใจกะสิ่งรอบข้างให้ได้ใจชื้นว่ายังมีคนไหว ส่วนอีชั้นอ่ะหรา...อยากถึงโรงแรมเร็วๆ จัง ...ป๊าวววว มะมีรัยร๊อกก.. ก้อแค่อยากหาห้องอุ่นๆ ให้ร่างกายได้พักผ่อนซะทีจะได้แจกจ่ายหยูกยางั้ยยย  ...จิงจิ้งงงง

 

 
 

ก่อนจะถึงโรงแรม พลพรรคชาวไกด์พาชาวเราแวะซูเปอร์มาร์เก็ตแถวๆ หอนาฬิกา(ClockTower) เข้าไปเดินวนไปวนมา แหม!! ภูมิใจ สินค้าไทยท้างน้านค่า ตั้งกะมาม่ายันยาสระผม นึกว่าเดินอยู่โชวห่วยแถวบางบัวทองงัยงั้น..น่าเสียดายที่ความมืดกับความชื้นทำให้กล้องทำงานได้ไม่ดีพอที่จะมีรูปหอนาฬิกาสวยๆ มาอวดกันเลย ไว้มีโอกาสจะกลับไปซ่อมที่หอนาฬิกาตอนกลางวันที่ฟ้าแจ่มๆ น้า

 

เพราะเวลาที่จำกัดตามความมืดของท้องฟ้าและสภาพสะเงาะสะแงะทางร่างกายของผู้ร่วมทาง Ugyenจึงขอบรีฟรายการของวันพรุ่งนี้ในรถระหว่างทางไปโรงแรม ..Ugyenเอ่ยถ้อยถนอมเสียงด้วยความเกรงใจว่า พรุ่งนี้ไอขอนัดเช้าหน่อยนะ เพราะเราต้องไปไกลและไปหลายที่

 

พอแปลปุ๊บทุกคนต่างมองหน้ากัน ต่างถามด้วยน้ำเสียงระห้อยระโหยหาว่ากี่โมงงงงงงงงง พ่อคุณคงเดาได้จากน้ำเสียงได้แต่ทำตาปริบๆ บอกแบบคนรู้สึกผิดว่า เอ่อ..เก้าโมง เอ่อ ไหวมั้ย?? .... ห้ะ!!!เก้าโมง!! เก้าโมงนี่เช้าแล้วรึ?? ..กรี๊ดดดดด นี่ช้านก้อนึกว่าหกโมงงงงง ทุกคนในคณะถอนใจกันดังเฮือก เสียงหัวเราะเริ่มกลับมาอีกครั้ง อีชั้นกะนู๋จุ๋มแทบกระโดด หันหน้าป๊ะกันตบมือ give me fiveทันที.. เก้าโมง!! ได้นอนนานล่ะเหวยยยยย...พี่นี่จะนอนให้เต็มอิ่มเล้ยยยยยย555555

 

 
 

คืนนี้มีนัด เอ้ย!! เข้าพักที่ HotelGalingkhaที่นี่เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่รีโนเวทใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว(ปี 2015 เป็นปีการท่องเที่ยวBhutanค่า) ..ความที่มาถึงตอนฟ้ามืดที่อากาศหนาวเหน็บ พ่วงด้วยอารมณ์ห่วงคนป่วยที่ต้องรีบให้การดูแลทำให้ไม่มีเวลาสำรวจบริเวณรอบๆ โรงแรมสักเท่ารัยที่สำคัญคือใจยังกังวลว่าคนรอรับจะเป็นห่วงเพราะตั้งแต่มาถึงยังไม่มีช่องทางให้ได้สื่อสารกันเลย ป่านนี้เพื่อนอีชั้นห่วงแย่แล้วค่า

 

สองมือของพวกเราไม่ต้องกังวลเพราะสองหนุ่มแอ่นอกแมนๆ บอกจะจัดการกระเป๋าของทุกคนให้เองน้องฟ้ากะอีชั้นจึงร่วมด้วยช่วยกันต้อนทุกคนให้หลบความหนาวยะเยือกของอากาศภายนอกให้เข้าไปอุ่นๆ ข้างใน พร้อมคำพูดที่ทำให้น้องฟ้ากลายเป็นนางฟ้าในบัดดลว่า ..“ที่นี่มีไวไฟค่า”ช้าดเจนแจ่มแจ้งค่าขุ่นน้องขา แขนขาพี่นี่มีแรงแข่งกันขึ้นมาทันที เวลาที่รอคอยกำลังจะมาถึงแล้วสินะ  เวลาของการอัพเดทโซเชียลงั้ยยยย^_^

 

เข้าห้องได้ปุ๊บ  วางกระเป๋าปั๊บ  สิ่งแรกทีอีชั้นต้องรี่ไปเช็คอย่างเร่งด่วนคือปลั๊กไฟสิค้าคู้น คือมันมีลางสังหรณ์ตะหงิดๆอ่ะ  ที่สำคัญชาวไกด์ยังอยู่ เรายังขอความช่วยเหลือได้อยู่ค่า  ป่ะ..ไปสำรวจปลั๊กไฟกันค่า   อุ๊ต๊ะ!! ตายล่ะวา!! ที่เตรียมมาใช้มะได้อ่าก้อถามมาแล้วว่าใช้ปลั๊กแบบแบบสามขา ให้ดูรูปก้อยืนยันแล้วว่าใช่ เอางัยดีอ่า???  เดือดร้อนชาวไกด์ให้เข้ามาช่วยมะรุมมะตุ้ม  ลองจับปลั๊กพ่วงหมุนไปหมุนมา อ่ะห้า!! ทันสมัยแฮะ ปลั๊กพ่วงของอีชั้นหมุนแกนปลั๊กออกได้ขานึง เสียบสองขาได้อ่า ธรรมะจัดสรร...เริ่ด!!

 

 

ต้องขอโต้ดดดชาวคณะกับความพลาดของทริปนี้(จนได้) ..คือทุกอย่างที่ดูวุ่นวายแข่งกับอากาศเย็นเฉียบจนร่างกายไม่อยากจะทนของคนป่วยที่ต้องดูแล แล้วยังมัวขลุกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต้องใช้อย่างปลั๊กไฟ  ทำให้ไม่ได้มีใจฉุกคิดถ่ายรูปห้องนอนของโรงแรมติดมาเลยซ้ากกกที่ค่า ขอโต้ดน้า ไว้ถ้ามีปันยาจะกลับไปซ่อมน้า(ติดหนี้หลายแระปุ๋มปิ๋มเอ๋ย)

 

จัดแจงธุระเรื่องห้องหับหยูกยา ทั้งแก้หวัด แก้ไข้ แก้อักเสบทั้งกินทั้งอมทั้งดมทั้งทา แจกจ่ายพี่ปุกพี่แมวเรียบโร้ย คณะมวลหมู่มีไวไฟไว้ส่งข่าวสารอัพเดทกะเพื่อนฝูงครอบครัวแล้ว ปลั๊กไฟปลั๊กพ่วงพร้อมใช้งาน ทุกคนร่างกายอบอุ่นพอแล้ว แต่อีชั้นกะลังร้อน..ร้อนใจ เพราะพอได้ไวไฟข้อความที่ค้างเติ่งรอการconnectก้อหลั่งไหลมาไวปานอัดอั้น ทอสับก้อใช้มะได้ ต้องยืมน้องฟ้ามาใช้

 

..ได้ความตามท้องเรื่องจากเพื่อนว่ารอ..รอมาตั้งแต่เมื่อคืน(นานไปนะ) แต่พอไม่เห็นข้อความตอบกลับเลยนึกเดาได้ว่าน่าจะยังเที่ยวระหว่างทาง (ต๊ายยยย ฉลาด) ตอนนี้ไอเลยมารออยู่ที่บ้านก่อน พ่อกะแม่ไอรอเจอยูวน้ามายเดียร์ (ห๊ะ!!) ไอจะไปรับยูวกะเพื่อนๆ มาบ้านไอนะ(ห๊ะ!!)แม่ไอเตรียมBhutanese dinnerต้อนรับยูวกะเพื่อนๆ ..ยูวพาเพื่อนๆ ยูวมาด้วยน้า พ่อกะแม่ไออยากเจอเพื่อนชาวไทยของไอมั่กๆ (เอ่อ พ่อขาแม่ขาหนูขอโทษแรงๆ เลยค่า นู๋ไปไม่ได้จิงๆ ค่า ^^)

 

ก่อนที่เพื่อนคนสำคัญจะเยือน ก้อได้มีโอกาสต้อนรับเพื่อนคนเดิมจากตอนบ่ายอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนมาบอกความยินดีต้อนรับการมาเยือนบ้านเมืองของเค้า  พร้อมของฝากพ่วงตำแหน่งของขวัญปีใหม่เป็นป้ายมงคล 8 ประการ และสัญญาว่าจะพาพริยาและยัยหนูลูกสาวไปเยี่ยมหาอ๊านตี้ที่พาโร^^

 

 
 

จิงๆ คืนนี้มีนัดCountdownคืนส่งท้ายปีเก่าด้วยBhutanese dinnerที่ครอบครัวเพื่อนชาวBhutaneseจัดไว้ต้อนรับแต่เมื่อเพื่อนร่วมทาง 2 คนไม่พร้อมทางร่างกายอย่างแรง แล้วอีชั้นจะเคี่ยวเข็ญให้ทุกคนไปด้วยได้งัยอยากไปอ่ะอยากอยู่ค่า แต่จะหนีไปมีความสุขคนเดียวก้อไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง คำปฏิเสธรออยู่ที่ปากแต่พูดมะออก สงสารคนหวังดี แต่ก้อห่วงคนร่วมทาง ต้องตัดสินใจแระจิ่

 

งั้น.. ตกลงว่า ..คืนนี้แค่กินข้าวแระใช้เวลาทำความรู้จักเพื่อนร่วมทางชาวเราทั้ง 5 คนดีกว่าเนาะ ..ว่าแต่ว่าอาหารที่นี่!!! จะเลี้ยงคนทั้งกองทัพเรอะห๊ะ!!เต็มโต๊ะเต็มจาน กะจะให้อิ่มไปถึง 5 วันเลยรึค้า  ทั้งเยอะจำนวนจานทั้งเยอะปริมาณ ทำให้การจัดวางแทบจะเลยมาบนตักของชาวเราทีเดียวเชียวค่า

 

..อาหารมื้อนี้ติดจะค่ำไปสักนิดสำหรับเรา แต่ดูจะปกติสำหรับคนที่นี่ ..แต่ไม่เป็นรัยค่า ชาวเรายินดี(ก้อหิวอ่า ท้องไส้สั่นคลอนมาตลอดวันแว้วค่า) อืม.ม.ขอบอกว่ามื้อนี้อาหย่อยอ่า ระหว่างกินข้าวไปคุยไปมีข้อความคนใกล้ส่งมาว่าถึงหน้าโรงแรมแล้ว ขอให้ออกไปหาไม่กล้าเข้ามาข้างใน (อ่ะ ได้ค่า ..รอแป๊บ..รอแป๊บ ขออีกคำ..อาหย่อยแฮร่ร่ร่)

 

 
 
 

 

ตัดฉากไปหน้าโรงแรม ระหว่างที่ไต่บันไดที่มีอยู่ 3-4ขั้น โผล่ไปปุ๊บ ต๊ายยย!!มะตะกี๋ตอนมาถึงคนมัยไม่เยอะงี้หล่ะ เด็กๆ วัยรุ่นเต็มทางเดิน ทุกคนต่างเดินผ่านหน้าอีชั้นขึ้นบันไดขวามือหน้าโรงแรมไปทางที่จอดรถด้านบน(ที่ตั้งโรงแรมอีกที่หนึ่ง)  มีรัยหรา?? ป้าก้ออยากรู้นา .. มองตามไปมองตามมามองตามมามองตามไปจนลืมสนใจคนที่โบกมือหยอยๆ จากอีกฝั่งฟากถนน หันไปอีกทีชายก้อวิ่งๆๆขึ้นมาหาทักทายด้วยความยินดียิ่ง

 

บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางวันนี้ให้เพื่อนรับรู้ ชายรับฟังทุกเรื่องด้วยสีหน้าสีตาแจ่มใสยินดี ..ยินดีที่ชาวเราดูจะปลื้มปริ่มกะบ้านเมืองของชาย..ชายเข้าใจสถานการณ์ที่อีชั้นไม่สามารถไปร่วมปาร์ตี้ที่ให้เกียรติจัดให้ได้

 

..การปล่อยให้ผู้ใหญ่รอคนไทยถือว่าไม่สมควร แต่คราวนี้ต้องปฏิเสธเพราะเหตุผลจำเป็นจิงๆหนูขอโต้ดอีกครั้งค่าแม่ ไว้หนูพาแม่เที่ยวไทยน้า^^ ..เรื่องราวยาวนาน ณ ช่วงเวลาต่อไปจากนี้ปล่อยให้หยุดเวลาอยู่แค่โมเม้นต์ ณ เพลานั้นก้อพอน้า เด๋วเรื่องเล่าการท่องเที่ยวจะกลายเป็นซีรีย์เกาหลีเอาค่า แหะๆๆๆ

 

ก่อนไปชายบอกอีชั้นไว้ว่าให้โทร.หาชายได้ตลอด24 ชม.ถ้าพี่ๆ หรือใครในคณะต้องการความช่วยเหลือ ชายจะบึ่งมาเทคแคร์ทันที น่าร้กมั้ยคะหนุ่มBhutaneseคนนี้

 

ร่ำลาจากกันด้วยดีเพราะข้างนอกอากาศหนาวเหลือเกิน คุยนานกว่านี้Jigmeก้อกลัวว่าอีชั้นจะแข็งไปซะก่อนจากปฏิกริยาไขมันอิ่มตัวในร่างกายจับตัวเป็นไขจากไอเย็นด้านนอกและยิ่งรู้ว่า 2 ใน 5 คนป่วยไปแล้ว ชายก้อกลัวว่าอีชั้นจะน็อคไปอีกคน เด๋วจะเที่ยวไม่สนุก^^

 

โบกมือลาหยอยๆ จนลับตาพร้อมคำมั่นสัญญาว่าวันที่ 3 มกราชายจะไปหาที่พาโร  ..จะไปส่งกลับบ้าน พร้อมของขวัญที่เตรียมไว้..ตอนแรกชายกะว่าจะให้ที่บ้านเป็นของขวัญปีใหม่(โห..อดเลย ..รู้งี้ไปเที่ยวบ้านก้อดี ...งก 555) ..แต่ชายบอกว่าเด๋วชายเอาไปให้ที่พาโรในวันที่เราเจอกัน....อีกครั้ง^__^

 

คืนหนาวๆ ของเมืองเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขา ภายในห้องนอนอุ่นๆ อีชั้นกลับนอนไม่หลับ เพราะเสียงของโลกโซเชียลเปิดรับการมาเยือนของปีใหม่2015 อย่างครึกครื้น ไม่มีใครบอกอีชั้นมาก่อนเล้ยยยยว่าที่นี่   ที่โรงแรมนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง วัยรุ่นที่นี่ท่าทางจะไม่แพ้ที่อื่นในวันส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ ต่างส่งเสียงดังเฮฮาเมื่อเวลาใกล้เที่ยงคืนจะมาถึง ผสมปะปนเสียงเห่าของสุนัขเจ้าถิ่น อนุมานได้ว่ามันคงรำคาญมั้ง คงไม่ได้ร่วมcountdownด้วยหรอกน่า..เนาะ

 

ความเงียบสงบของเมืองหลวงเล็กๆ แห่งนี้ทำให้สรรพสิ่งรอบข้างเปล่งเสียงได้อย่างชัดเจน ..และน่าจะตลอดคืน มั้ย???(คราวต่อไปต้องติดที่อุดหูไปด้วยแระ ..หมาเห่าทั้งคืนเลยค่า)

 

เปิดไฟหัวเตียงนอนพังพาบบันทึกเรื่องราวความทรงจำวันนี้ลงสมุดเล่มน้อย หันมองไปทางซ้ายนู๋จุ๋มหลับนานแระ แลไปทางขวาดูท่าพี่แมวนอนแล้วไม่น่าสบายเลย ขยับลงเดินไปเมียงมองพี่สาวใกล้ๆ แล้วสงสาร คืนนี้เจ้ใหญ่คงทรมานมากๆ คำนวณเวลาที่ทิ้งระยะห่างจากบ้านเกิด 1 ชม. ยังพอมีเวลาให้ได้จัดการตัวเองก่อนที่เมืองไทยจะเข้าสู่วันใหม่ เตรียมตัวอาบน้ำ จัดกระเป๋า เตรียมเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ มีนัดกะตัวเองว่าจะไปสำรวจกิจการ(ของคนอื่น!!)แหะๆๆ

 

อาบน้ำ นอน..นอนท่องโซเชียลon line, on facebookที่นี่เพิ่งเลยเที่ยงคืนมาไม่มาก ยังอยู่ในช่วงเวลาของการอวยพรและสื่อสารกับคนทางนี้ที่เพิ่งบ้ายบายไป..อัพเดทเหตุการณ์ที่ผ่านมาตอนหัวค่ำซึ่งกันและกันด้วยอารมณ์กรุ่นๆ อวลอบอุ่นในใจ ..ห้องอุ่นสบายแต่ข้างนอกคงหนาวจับจิต   ..เที่ยงคืนที่นี่ตีหนึ่งที่เมืองไทยแระสินะ ได้เวลาบ้ายบายคนทางนี้อีกครั้ง เพื่อทักทายสวัสดีปีใหม่คนที่บ้าน ทั้งครอบครัวเพื่อนฝูงที่เมืองไทยที่น่าจะยังคงตาค้างครึกครื้นรับวันใหม่ ปีศักราชใหม่ ..บอกข่าวคราวการเดินทางให้ทุกคนสบายใจว่าอีชั้นยังคงสบายดี..

 

Good night Thimphu

 

<< อ่านตอนก่อนหน้านี้    อ่านตอนต่อไป >>